; บทความที่สนใจ
admin

Favorite Articles

บทความที่ติดตาม

ไมเกรน (Migraines)

ไมเกรน (Migraines)

เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรงชนิดหนึ่ง จะรู้สึกปวดตุบ ๆ รุนแรง โดยมักปวดบริเวณศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย และอาจมีความรู้สึกไวต่อเสียงและแสงสว่างมากกว่าปกติ บทความโดย ภญ.เสาวณีย์ อินจันทร์ ฟรี ปรึกษาอาหารเสริม เครื่องสำอางและความงาม ตามหลักการแพทย์โดยเภสัชกร ได้ที่ Facebook : GURUCHECK เช็ค กับ กูรู     เช็ค ...อาการของไมเกรน     มีอาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง   มีอาการปวดแบบตุบ ๆ   แสงจ้า เสียงดัง และกลิ่นฉุนจะกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น   มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน   ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัด   มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม   เช็ค ...สาเหตุของไมเกรน    ไมเกรนเป็นผลจากความผิดปกติชั่วคราวในการทำงานของสมองที่มีผลกระทบต่อเส้นประสาท สารเคมี และหลอดเลือดในสมอง แต่สาเหตุที่แท้จริงของไมเกรนนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยดังนี้ 1.    ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ช่วงมีประจำเดือน ระหว่างตั้งครรภ์ ช่วงหมดประจำเดือน หรือการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด 2.    อาหารบางชนิด เช่น ชีส ไวน์แดง ช็อคโกแล็ต น้ำตาลเทียม ผงชูรส ชา และกาแฟ 3.    การกระตุ้นทางประสาทสัมผัส อาทิ แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นฉุน กลิ่นบุหรี่ 4.    รูปแบบการนอนที่เปลี่ยนไป เช่น นอนดึก นอนไม่พอ หรือนอนมากเกินไป 5.    สิ่งแวดล้อม เช่น อากาศร้อน ฝุ่นควัน 6.    ยาบางชนิด   เช็ค …ยาที่ใช้รักษาอาการไมเกรน      ชื่อตัวยา     ตัวอย่างชื่อยี่ห้อ     กลไกการออกฤทธิ์     วิธีใช้     1.Paracetamol พาราเซตามอล   Tylenol ไทลินอล   Sara ซาร่า   บรรเทาปวดและลดไข้ โดยยับยั้งการสร้างสารเคมีบางตัวในสมองของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับอาการปวด เช่น สารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) และจะชักนำให้เกิดกลไกการลดอุณหภูมิหรือลดไข้ของร่างกายลง   เด็ก 10-15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง (หากจำเป็น) ไม่เกิน 5 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง   ผู้ใหญ่ 500 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ไม่เกิน 4,000 มิลลิกรัม ต่อวัน   *ไม่ควรทานต่อเนื่องนานติดต่อกันเกิน 5 - 7 วัน   2.Ibuprofen  ไอบูโปรเฟน   Nurofen  นูโรเฟน    Gofen โกเฟน    ยับยั้งการทำงานของสารไซโคลออกซิจีเนส (Cyclooxygenase)ซึ่งจะไปเปลี่ยนสารเคมีบางกลุ่มให้กลายเป็นสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) โพรสตาแกลนดินเป็นตัวชักนำให้เกิดอาการปวด การอักเสบ และก่อให้เกิดอาการไข้ของร่างกาย นอกจากนั้นไอบูโปรเฟนยังสามารถออกฤทธิ์โดยตรงที่สมองและบริเวณอวัยวะที่มีอาการปวดได้   เด็ก ให้รับประทานยาวันละ 30-50 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยแบ่งให้ทุก 6 ชั่วโมง (สูงสุดไม่เกินวันละ 2,400 มิลลิกรัม)   ผู้ใหญ่ ให้รับประทานยาครั้งละ 400-800 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง   *ควรรับประทานพร้อมหรือหลังอาหารทันทีเพื่อลดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร   3.Ergotamine + Caffeine    ยาเออร์โกตามีนผสมคาเฟอีน    Cafergot คาเฟอร์กอท    Tofago โทฟาโก    ทำให้หลอดเลือดที่ขยายตัวผิดปกติเกิดการหดตัวลงและทำให้อาการปวดศีรษะหายไป   รับประทานเมื่อมีอาการปวดศีรษะไมเกรนในครั้งแรก 1 หรือ 2 เม็ด จากนั้นทุกๆ ครึ่งชั่วโมงหากอาการไม่ดีขึ้นสามารถรับประทานซ้ำอีกครั้งละ 1 เม็ด แต่ห้ามรับประทานเกิน 6 เม็ดต่อวัน และห้ามรับประทานยาเกิน 10 เม็ด ต่อสัปดาห์ *ห้ามใช้ยานี้ในหญิงตั้งครรภ์     เช็ค ...ยาป้องกันไมเกรน   ใช้ในกรณีที่มีอาการปวดไมเกรนบ่อย เช่น เกิน 2 ครั้งต่อเดือน การเกิดอาการปวดแต่ละครั้งรุนแรง หรือผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานยาในกลุ่มที่ใช้รักษาอาการปวดไมเกรนแบบเฉียบพลันได้ 1   ยาสกัดเบต้า (β-blocker) ได้แก่ โพรพราโนลอล(propranolol) มีประสิทธิภาพในการป้องกันไมเกรน 55-84%  2   ยาต้านซีโรโตนิน (Anti-serotonin) ได้แก่ ไซโปเฮบตาดีน(cypoheptadine) ซึ่งเป็นยาที่ทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการป้องกันประมาณ 50%  3   ยาแคลเซียมแอนทาโกนิส (Calcium antagonist) ได้แก่ ฟลูนาริซีน(Flunarizine)  สามารถป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ ยาสกัดเบต้า 4   กลุ่มยากันชัก  ที่สามารถนำมาใช้ในการป้องกันการเกิดไมเกรนได้ ได้แก่ โซเดียมวาลโปรเอต โทพิราเมท(Sodium valproate) และกาบ้าเพนติน(Gabapentin) ขนาดยาที่ใช้ป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนจะน้อยกว่าที่ใช้ในการรักษาโรคลมชัก 5   กลุ่มยา Tricyclic Antidepressants เช่น amitriptyline, nortriptyline, and doxepin มีประโยชน์ในผู้ป่วยนอนไม่หลับและมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย แต่อาจมีผลทำให้ปากแห้ง คอแห้ง ง่วงนอน และน้ำหนัก     เช็ค ...ตัวอย่างโรคที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง หรือปวดมากคล้ายไมเกรน   1. ปวดศีรษะจากความเครียด (tension headache) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหนัก ๆ มึน ๆ บริเวณรอบศีรษะหรือท้ายทอยติดต่อกันนานเป็นชั่วโมง ๆ เป็นวัน ๆ หรือเป็นสัปดาห์ โดยปวดพอทนอย่างคงที่ต่อเนื่อง และยังทำกิจวัตรประจำวันได้ จะทุเลาเมื่อหายเครียดหรือได้ยาบรรเทา  2. เนื้องอกสมอง (brain tumor) พบได้ในคนทุกวัย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหน่วง ๆ ตึง ๆ ทั่วศีรษะตอนเช้ามืด (ขณะกำลังตื่นนอน) พอตกสาย ไปทำงานหรือเรียนหนังสือก็หายไปเอง เป็นแบบนี้อยู่ทุกเช้า หรือปวดรุนแรง มีอาการอาเจียนบ่อย อาจมีอาการเดินเซ แขนขากระตุกหรืออ่อนแรงตามมาใน  3. หลอดเลือดสมองแตก (cerebral hemorrhage) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดทั่วศีรษะฉับพลันและรุนแรงต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นวัน ๆ กินยาแก้ปวดไม่ทุเลา แต่ยังรู้สึกตัวดี ต่อมาก็จะแตก มีเลือดออกมาก ผู้ป่วยจะปวดรุนแรงมาก อาเจียน และหมดสติ หากเป็นตรงส่วนสำคัญ ก็จะเสียชีวิต  4. ต้อหินเฉียบพลัน (acute glaucoma) มักพบในวัยกลางคนขึ้นไปที่มีโครงสร้างของลูกตาผิดปกติซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม ช่วงที่มีอาการกำเริบเนื่องเพราะน้ำเลี้ยงภายในลูกตาเกิดการอุดกั้น ทำให้ความดันภายในลูกตาเพิ่มขึ้นฉับพลัน   อ้างอิง  1.    https://www.bangkokhospital.com 2.    http://www.med.cmu.ac.th/nnc/2007/tip/mikirn.htm 3.    http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article 4.    http://www.xn--42c6au4awb1a2c8i.com/known.html 5.    http://haamor.com/th/ 6.    Dr Richard P Kraig, Migraine, University of Chicago 2008-07-24 ,  7.    http://health-fts.blogspot.com/2012/04/migraine.html 8.    นพ.มานิตย์ วัชร์ชัยนันท์, ไมเกรน, http://vatchainan2.blogspot.com/2013/04/2.html   

Latest Comment

ทดสอบ comment

มะเร็งเต้านม (Breast cancer)

มะเร็งเต้านม (Breast cancer)

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบอุบัติการณ์มาก อันดับแรกในหญิงไทยและหญิงทั่วโลก สามารถพบโรคนี้ ได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย จากการรณรงค์การตรวจ ปัจจุบันใช้การตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการถ่ายภาพรังสีเต้านม (mammogram) ทำให้แพทย์ สามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะแรก บทความโดย นพ.สุพจน์ สุไพบูลย์พิพัฒน์ ฟรี ปรึกษาอาหารเสริม เครื่องสำอางและความงาม ตามหลักการแพทย์โดยเภสัชกร ได้ที่ Facebook : GURUCHECK เช็ค กับ กูรู   เช็ค  ...อาการของมะเร็งเต้านม     พบก้อนที่เต้านมหรือที่รักแร้ บ่อยครั้งสาเหตุที่คนไข้มาหาหมอ มาจากก้อนที่เต้านมเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา คือ อาการเจ็บเต้านม ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำหรือส่งตรวจทางรังสีเพิ่มเติม   ลักษณะเต้านมเปลี่ยนแปลงไป  รูปทรงและขนาดของเต้านมเปลี่ยนไปจากเดิม อาจพบผิวหนังที่เต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม     มีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกจากหัวนม        ลักษณะหัวนมที่เปลี่ยนแปลงไป สีหรือผิวหนังบริเวณลานหัวนมที่เปลี่ยนไปจากเดิม หัวนมที่เคยปกติกลายเป็นหัวนมบอด อาจเกิดจากมีก้อนเนื้อมะเร็งใต้หัวนม ที่ลุกลามไปที่ท่อน้ำนมและดึงรั้งหัวนมให้บุ๋มลง อาจมีแผลที่หัวนมและรอบหัวนม      เจ็บผิดปกติที่เต้านมหรือที่รักแร้    เช็ค ...สาเหตุของมะเร็งเต้านม   ในปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปแน่นอนถึงสาเหตุของมะเร็งเต้านม แต่พบปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมให้เกิดโรคได้มากขึ้น ดังนี้   อายุ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ยิ่งอายุมากขึ้นโดยผู้หญิงวัย 60 ปีขึ้นไป ยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมสูง   เพศ มะเร็งเต้านมจะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย-     พันธุกรรม มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า 2 คน มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้สูงกว่าผู้หญิงที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งชนิดนี้       เคยมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมหรือซีสเต้านมชนิดที่เริ่มผิดปกติมาก่อน  ผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างใดข้างหนึ่งมาก่อนมีโอกาสในพัฒนาการเกิดมะเร็งกับเต้านมอีกข้างมากขึ้น หรืออาจเกิดกับเต้านมข้างเดิมได้เช่นกัน     มีช่วงอายุของการมีประจำเดือนนาน เริ่มมีประจำเดือนมาครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย และหมดประจำเดือนช้า(ผู้ที่มีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี หรือหมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี)    เชื้อชาติ พบในคนเชื้อชาติในประเทศตะวันตกมากกว่าเอเชีย       พฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนกับสารเคมี หรือพฤติกรรมที่ทำร้ายสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารไขมันสูง เป็นต้น      การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนหลังหมดประจำเป็นเวลานาน     เช็ค  ...การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม     การวินิจฉัยด้วยตนเอง   สามารถทำได้โดยการมองด้วยตาเปล่าเพื่อดูลักษณะที่ผิดปกติและการคลำ สามารถตรวจเช็คเต้านมด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 20 ปี ขึ้นไป โดยทำเป็นประจำทุกเดือน   การวินิจฉัยโดยแพทย์   เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจเต้านมที่โรงพยาบาล อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งมีวิธีการตรวจดังนี้ วิธีที่ 1 การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรม วิธีที่ 2 การเอกซเรย์เต้านม หรือแมมโมแกรม(Mammogram) ร่วมกับอัลตร้าซาวด์  (Ultrasound)  วิธีที่ 3 การตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging, MRI)  วิธีที่ 4 การเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy)      เช็ค  ...การรักษามะเร็งเต้านม    ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านมมีหลายวิธี  ดังนี้   การผ่าตัด (Surgery) เป็นการรักษาที่แพทย์มักใช้กับผู้ป่วยมะเร็งในระยะเริ่มต้น โดยการผ่าตัดมี 2 วิธี คือ การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้ (Partial Mastectomy) และ การผ่าตัดแบบตัดเต้านมออก (Total Mastectomy)    การฉายรังสี (Radiation Therapy)        การรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy)    การรักษาด้วยการให้ยาต้านฮอร์โมน       เช็ค  ...การป้องกัน มะเร็งเต้านม    สาเหตุการเกิดมะเร็งเต้านมยังไม่แน่ชัด ดังนั้น ควรหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายและปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้   ควรตรวจเต้านมของตนเองตั้งแต่ 20 ปีเป็นต้นไป และทำเป็นประจำทุกเดือน    เมื่ออายุ 40 ปี ขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจเต้านมจากแพทย์หรือพยาบาลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง   ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจเอกซเรย์เต้านม ประมาณปีละ 1 ครั้ง   ระวังเรื่องการได้รับฮอร์โมนติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนเพศหญิงเสริม เช่น ผู้ที่มีปัญหาประจำเดือนหมดหรือการผ่าตัดไข่ออกก่อนเวลาอันควร    หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงสารเคมีที่เป็นโทษต่อร่างกาย เป็นต้น   ออกกำลังกายสม่ำเสมอและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน      อ้างอิง  1. BREASTCANCER.ORG. Symptoms of Breast Cancer. Retrieved June 1, 2017, from http://www.breastcancer.org/symptoms/understand_bc/symptoms 2. รศ.นพ.อดุลย์  รัตนวิจิตราศิลป์. เมื่อไร! สงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560. จาก http://www.si.mahidol.ac.th  3. BREASTCANCER.ORG. Breast Cancer Tests: Screening, Diagnosis and Monitoring.  Retrieved June 1, 2017, from http://www.breastcancer.org/symptoms/testing/types 4.สถานวิทยามะเร็งศิริราช. การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560. จาก http://www.si.mahidol.ac.th/th/division/hph/admin/news_files/496_49_1.pdf 5. นพ.สาธิต ศรีมันทยามาศ. มะเร็งเต้านมกับความเข้าใจผิดที่ผู้หญิงต้องรู้. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560. จาก https://www.bangkokhospital.com/wattanosoth/web/th/site/all_about_cancer/view/82 6. cancer.gov. (Breast Cancer Prevention (PDQ®)–Patient Version. Retrieved June 1, 2017, from https://www.cancer.gov/types/breast/patient/breast-prevention-pdq 7. ภรณี เหล่าอิทธิ  นภา ปริญญานิติกูล. มะเรงเต้านม : ระบาดวิทยา การป้องกันและแนวทางการตรวจคัดกรอง สืบค้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560. จากhttp://www.asianbiomed.org/htdocs/previous/201660497.pdf  

Latest Comment

Est eius omnis et vitae molestiae. Corporis quibusdam nostrum qui et minima. Natus sit ut ad quia dolorem. Pariatur consequatur consectetur omnis dolor rem.

ทานแมงลักลดน้ำหนัก หุ่นสวย ด้วยเม็ดแมงลัก

ทานแมงลักลดน้ำหนัก หุ่นสวย ด้วยเม็ดแมงลัก

วันนี้กูรูมีเคล็ดไม่ลับ มาฝากค่ะ หลายๆ คนอาจรู้จักเม็ดแมงลัก แต่ยังไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไรบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ที่กำลังอยากลดน้ำหนัก ลองไปดูกันเลยนะคะ ว่าสรรพคุณของเม็ดแมงลักมีอะไรเด็ดๆ บ้าง บทความโดย กูรูอ้อมมี้  ฟรี ปรึกษาอาหารเสริม เครื่องสำอางและความงาม ตามหลักการแพทย์โดยเภสัชกร ได้ที่ Facebook : GURUCHECK เช็ค กับ กูรู เช็ค...ประโยชน์และสรรพคุณของเม็ดแมงลักช่วยลดน้ำหนัก            เช็ค  ...ประโยชน์ของเม็ดแมงลัก  เม็ดแมงลัก ถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีราคาถูก และหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป 1.  ควบคุมน้ำหนัก  เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และสามารถพองตัวได้ถึง 45 เท่า ดังนั้นเมื่อนำมารับประทานก่อนอาหารก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้อง และสามารถควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานได้เป็นอย่างดี 2.  ช่วยขับคอเลสเตอรอลไม่ดีออกจากร่างกาย โดยเส้นใยของแมงลักจะดูดซับไขมันไว้ เมื่อร่างกายไม่สามารถย่อยกากใยพวกนี้ได้ ไขมันไม่ดี (LDL-cholesterol) ก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับเส้นใยของแมงลัก แต่ไม่มีผลใด ๆ ต่อ HDL-cholesterol ที่เป็นไขมันดี ดังนั้นการรับประทานเม็ดแมงลักเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจด้วย 3.ช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลลดลง เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน การที่เม็ดแมงลักพองตัวมาก ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ช้าลง จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลลดลงด้วย 4.  นิ่ม ลื่น กลืนง่าย ด้วยความที่เม็ดแมงลักมีลักษณะนิ่มลื่นกลืนง่าย จึง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาช่วงลำคอ  5.  เป็นยาระบาย  เนื่องจากบริเวณเปลือกนอกของเม็ดเป็นสารเมือกขาว และยังมีกากอาหาร ทำให้อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ซึ่งช่วยให้ผู้รับประทานสามารถขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเม็ดแมงลักจะไปกระตุ้นประสาทที่อยู่รอบ ๆ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้เกิดปวดท้องหนัก          ภาพจาก kapok.com   เช็ค  ...วิธีรับประทาน    1.  ช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก : สำหรับคนน้ำหนัก 50-60 กิโลกรัม ให้ตักเม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้วใหญ่  ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ ทานก่อนอาหาร ทดแทนอาหารเป็นบางมื้อ จะช่วยป้องกันการดูดซึมน้ำตาลในอาหารมื้อนั้นไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด ถ้าน้ำหนักมากกว่านี้ให้เพิ่มตามส่วน  2.  ช่วยเรื่องการระบาย : ตักเม็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้วใหญ่ ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ แล้วนำมารับประทานก่อนนอน ทานได้ทุกวัน หรือ 3-4 วันต่อสัปดาห์              สำหรับคนที่ไม่ชอบทานเม็ดแมงลักแบบจืด ๆ ลองนำไปผสมกับเครื่องดื่มอื่น ๆ ก็อาจทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น เช่น เยลลี่ น้ำขิง น้ำใบเตย น้ำเต้าหู้ หรือผสมกับเมนูอาหารอย่างโจ๊ก เป็นต้น  เห็นแล้วก็ต้องขอตัวไปซื้อเม็ดแมงลักก่อนนะคะ   บ๊าย บาย ค่า    

Latest Comment

Provident consectetur dolores ipsa vel odit nemo quia. Hic recusandae nostrum id quidem. Quidem voluptatem non atque et amet eius.

วิตามิน เกลือแร่ อาหารเสริม ยอดนิยม รู้ไว้ก่อนตัดสินใจทาน

วิตามิน เกลือแร่ อาหารเสริม ยอดนิยม รู้ไว้ก่อนตัดสินใจทาน

บทความโดย ภญ.เยาวธิดา เทพศิริ ฟรี ปรึกษาอาหารเสริม เครื่องสำอางและความงาม ตามหลักการแพทย์โดยเภสัชกร ได้ที่ Facebook : GURUCHECK เช็ค กับ กูรู   เช็ค  ... 8 วิตามิน เกลือแร่ อาหารเสริม ยอดนิยม      วิตามินคืออะไร?  ถ้าพูดถึงวิตามิน คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นยา ทำให้เกิดความสับสนได้ แต่ก็มีบางครั้งที่วิตามินทำหน้าที่เหมือนยา คือรักษาโรคได้  วิตามิน(vitamin) เป็นสารอาหารที่สำคัญจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเรา เป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน ซึ่งแตกต่างจากสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน แต่เราต้องการมันเพื่อให้การทำงานของร่างกายและการเจริญเติบโตเป็นไปอย่างปกติ เช่นเดียวกับเกลือแร่และอาหารเสริม ที่มีความสำคัญยิ่งต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องได้ รับเพียงพอ ร่างกายจึงจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และแข็งแรง วันนี้กูรูอ้อมมี่มีวิตามิน เกลือแร่และอาหารเสริม ที่กำลังเป็นที่นิยมและมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายๆชนิดมาแนะนำค่ะ   บำรุงสายตา     1.วิตามินซี (vitamin C)      ประโยชน์ : -    ช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ลดรอยแผลเป็น  -    เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สุดยอด ผู้สูบบุหรี่หรือคนสูงอายุ ควรได้รับวิตามินซีเพิ่มขึ้น(ร่างกายสูญเสียวิตามินซี 25-100 มิลลิกรัม ต่อการสูบบุหรี่ 1 มวน) -    ช่วยรักษาแผลสด แผลไฟไหม้ -    ป้องกันอาการเลือดออกตามไรฟัน -    เพิ่มความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคหวัด -    ช่วยต่อต้านสารก่อมะเร็ง -    เพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ใครขาดอาจทำให้เกิดโรคซีดได้ อาการเมื่อการขาด : -    เกิดโรคลักปิดลักเปิด (scurvy)  จะมีอาการเลือดออกตามไรฟัน  -    ซีด  -    แผลหายยาก  -    อ่อนเพลีย แหล่งที่พบ : -    ผลไม้ตระกูลส้ม ผลไม้รสเปรี้ยว ดอกกะหล่ำ ผักใบเขียวต่างๆ โดยเฉพาะบล็อกโคลี่ แคนตาลูป สตรอเบอร์รี่ มะเขือเทศ มะละกอ มันฝรั่ง -    ต้องระวังในการเอาผักผลไม้พวกนี้ไปปรุงอาหาร เพราะวิตามินนี้เสรื่อมได้ง่ายเมื่อโดนความร้อน     2.วิตามินบี  (Vitamin B)         วิตามินบีมีหลายชนิด เช่น  วิตามินบี 1, 2, 3,5,6 ,12 เป็นต้น วิตามินบีที่พบบ่อยในท้องตลาดคือวิตามินบีรวม วิตามินบีรวมชนิดรับประทานจะมีวิตามินบีอย่างน้อย 8 ชนิดที่ให้ปริมาณยาต่อวัน ดังนี้ -    วิตามินบี 1 หรือ Thiamine  มีปริมาณ 0.9 มิลลิกรัมขึ้นไป -    วิตามินบี 2 หรือ Riboflavin  มีปริมาณ 0.9 มิลลิกรัมขึ้นไป -    วิตามินบี 3 หรือ Niacin  มีปริมาณ 12 มิลลิกรัมขึ้นไป -    วิตามินบี 5 หรือ Pantothenic acid  มีปริมาณ 4 มิลลิกรัมขึ้นไป -    วิตามินบี 6 หรือ Pyridoxine  มีปริมาณ 1 มิลลิกรัมขึ้นไป -    วิตามินบี 7 หรือ Biotin  มีปริมาณ 20 ไมโครกรัมขึ้นไป -    วิตามินบี 9 หรือ Folic acid มีปริมาณ 300 ไมโครกรัมขึ้นไป -    วิตามินบี 12 หรือ Cobalamin  มีปริมาณ 1.8 ไมโครกรัมขึ้นไป ประโยชน์ : -    วิตามินบี 1 ช่วยบำรุงประสาท กล้ามเนื้อ ทำให้หัวใจทำงานเป็นปกติ ช่วยรักษาโรคเหน็บชา -    วิตามินบี 2 บำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ช่วยบรรเทาอาการอ่อนล้าของสายตา ช่วยลดความเจ็บปวดจากไมเกรน -    วิตามินบี 3: ช่วยควบคุมระดับไขมันในร่างกายให้เป็นปกติโดยเพิ่มระดับ HDL cholesterol และช่วยควบคุมไม่ให้ LDL cholesterol และ Triglycerides สูงเกินปกติ -    วิตามินบี 5: ช่วยควบคุมภาวะอารมณ์เครียดและความวิตกกังวล เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง -    วิตามินบี 6:  ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง การใช้กับสตรีตั้งครรภ์และสตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตรจะช่วยส่งผ่านไปถึงทารกและทำให้การพัฒนาสมองของทารกเป็นไปอย่างปกติ -    วิตามินบี 7: ช่วยป้องกันและรักษาโรคเกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะล้าน ช่วยป้องกันผมหงอกได้ดี -    วิตามินบี 9:  ช่วยบำรุงเม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์แข็งแรง ช่วยรักษาภาวะซีดหรือโลหิตจาง  การใช้ในหญิงตั้งครรภ์ช่วยป้องกันไม่ให้ทารกแรกคลอดขาดวิตามินชนิดนี้ -    วิตามินบี 12: ช่วยควบคุมการทำงานของระบบประสาทให้เป็นปกติ ช่วยเพิ่มสมาธิ ความจำ และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงให้เจริญอย่างเป็นปกติและแข็งแรง อาการเมื่อขาด :  -    วิตามินบี 1  :  เกิดเหน็บชา หรือเกิดเบอริเบอริ (beriberi) ซึ่งมี 2 แบบคือ แบบชาร่วมกับมีอาการบวม และแบบไม่มีอาการบวม โดยแบบที่มีอาการบวมจะมีอันตรายมากกว่า เพราะมีการคั่งของน้ำในร่างกาย เช่น ที่ปอด ในช่องท้อง ทำให้หายใจหอบเหนื่อย และเสียชีวิตได้ -    วิตามินบี 2 : เกิดปากนกกระจอก โดยผิวหนังที่มุมปากจะแดงและแตก เจ็บคอ ลิ้นมีสีแดงม่วง  -    วิตามินบี 3 : โรคเพลลากรา (Pellagra) อาการทีเกิดขึ้นคือ ท้องเสีย ปวดเกร็งท้อง อาเจียน ความจำเสื่อม ปวดศีรษะ ผื่นขึ้นเมื่อโดนแสงแดด เป็นผื่นผิวหนังอักเสบรุนแรง -    วิตามินบี 5 : โรคไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ  คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเกร็งหน้าท้อง นอนไม่หลับ เหนื่อยล้า ซึมเศร้า กล้ามเนื้อกระตุก -    วิตามินบี 6 :  โรคโลหิตจาง  คันตามผิวหนัง ผิวหนังอักเสบและลอก ปวดตามมือตามเท้า ลิ้นอักเสบ ปากแห้งแตก ซึมเศร้า สับสน -    วิตามินบี 7 :  ซึมเศร้า อ่อนเพลีย ประสาทหลอน ผิวหนังรอบดวงตา จมูก และปากแดง ผมร่วง ผมเปราะ เป็นผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณหน้าและตัว -    วิตามินบี  9 :  โรคโลหิตจางแบบแมโครไซติกหรือเม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ผิดปกติ(megaloblastic anemia) -    วิตามินบี  12 :  โรคโลหิตจางและโรคเกี่ยวกับระบบประสาท ท้องผูก แหล่งที่พบ : -    วิตามินบี 1  : พบในอาหารประเภทธัญพืช เนื้อสัตว์ ข้าวซ้อมมือ ตับ ถั่ว มันเทศ เนื้อหมูไม่ติดมัน ไข่  -    วิตามินบี 2 : พบได้มากในนม และผลิตภัณฑ์จากนม (เช่น โยเกิร์ต ชีส) ธัญพืชต่างๆ ผักใบเขียว ตับ ถั่ว ปลา และไข่ -    วิตามินบี 3 : พบได้ในน้ำนม ไข่ เนื้อสัตว์ ปลา ธัญพืช อะโวคาโด อินทผลัม ลูกพรุน มะเดื่อฝรั่ง -    วิตามินบี 5 : พบได้มากในอาหารทุกชนิด ธัญพืช เนื้อไก่ เนื้อวัว มันฝรั่ง มะเขือเทศ ตับ ไข่แดง ผักสด -    วิตามินบี 6 :  ธัญพืช  เนือสัตว์ ปลา มันฝรั่ง กะหล่ำปลี ตับ -    วิตามินบี 7 :  พบได้มากในอาหารทุกชนิด ตับ ไข่แดง ปลา ธัญพืช  -    วิตามินบี 9 :  ผักใบเขียว ถั่ว เมล็ดพืช ตับ ข้าวซ้อมมือ คะน้า หน่อไม้ฝรั่ง ไข่แดง -    วิตามินบี 12 :  พบได้ในอาหารที่มาจากสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู ปลา  หอย นม ชีส ไข่ อาหารหมักดอง    3.วิตามินเอ (Vitamin A)          หลายๆคนรู้จักในชื่อ เรตินอล (retinol) เรติโนอิค แอซิด (retinoic acid) ประโยชน์ : -    เกี่ยวกับมองเห็น แก้โรคตามัวตอนกลางคืน (Night Blindness) -    ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง -    ลดการอักเสบของสิว และช่วยลบจุดด่างดำ -    สร้างภูมิคุ้มกัน อาการเมื่อขาด : -    ตาบอดตอนกลางคืน ตาฟาง  -    ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น หยาบกร้าน แห้งแตก  -    ความต้านทานโรคต่ำ  แหล่งที่พบ : -    วิตามินนี้สร้างได้จากสารเบต้าแคโรทีน (beta carotene)พบในผัก ผลไม้ที่มีสีเหลือง ส้ม แดง และเขียวเข้ม ร่างกายจะเปลี่ยนสารเบต้าแคโรทีน เป็นวิตามินเอต่อไป -    พบในสัตว์เช่น ไข่ นม ตับ     4.วิตามินอี (Vitamin E)         หรือ แอลฟา-โทโคฟีรอล (Alpha-tocopherol) ประโยชน์ : -    เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยบำรุงผิว  -    ช่วยป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดง -    ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและการอุดตันของเส้นเลือด อาการเมื่อขาด : -    เกิดการแตกของเม็ดเลือดแดง -    มีปัญหาเรื่องการกลอกตาและทรงตัวได้ยาก แหล่งที่พบ : พบในน้ำมันพืชที่ไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง ผักใบเขียว บล็อคโคลี่ ธัญพืช เมล็ดพืช ไข่แดง ตับ      5.คอลลาเจน (Collagen)        คอลลาเจน  คือโปรตีนที่ร่างกายมนุษย์ทุกคนสามารถสร้างขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ   ประโยชน์ :  -    เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้แก่อวัยวะต่างๆ เช่น กระดูก หลอดเลือด  ข้อกระดูก  กระดูกอ่อน  เส้นเอ็น  -    ลดการอักเสบและอาการเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวในบริเวณเซลล์กระดูกอ่อนได้ -    ลดเลือนริ้วรอย อาการเมื่อขาด : โรคข้อ โรคกระดูก โรคกล้ามเนื้อ ผิวหนังเหี่ยวย่น  แหล่งที่พบ : ผักผลไม้สีแดงส้ม  ปลาทะเล เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วหลากสี พืชผักใบเขียว เห็ดชนิดต่างๆ เอ็นหมู  เอ็นวัว กระดูกอ่อน      6.น้ำมันปลา(Fish oil)         น้ำมันปลาประกอบด้วยสารสำคัญ คือ เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fatty) ในกลุ่มของโอเมก้า -3 (Omega -3) ซึ่งได้แก่ กรดไขมัน  EPA และ DHA   ประโยชน์ :  -    ใช้ควบคุมระดับไขมันในเลือด  -    ลดอัตราการเสียชีวิต จากโรคหัวใจและหลอดเลือด   -    บรรเทาอาการปวด และอาการอักเสบในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แหล่งที่พบ : น้ำมันปลา (Fish oil) เป็นน้ำมันที่สกัดมาจาก เนื้อ หนัง พุง หัว และหาง ของปลา โดยเฉพาะปลาที่อาศัยในแถบทะเลน้ำลึกที่เป็นน้ำเย็น เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแซลม่อน ปลาแมคเคอเรล ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแอนโชวี่ เป็นต้น      7. กลูตาไธโอน(Glutathione)         ในร่างกายมนุษย์สามารถพบสารกลูตาไธโอนที่อยู่ภายในเซลล์ต่างๆได้ โดยเฉพาะในเซลล์ตับจะพบสารนี้เป็นจำนวนมาก ประโยชน์ :  -    เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย -    ทำให้กระบวนการสังเคราะห์และซ่อมแซมสารพันธุกรรมดีเอ็นเอ (DNA) ดำเนินไปอย่างเป็นปกติ -    ช่วยสังเคราะห์โปรตีนและสารโพรสตาแกลนดิน(สารที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดและการอักเสบของเซลล์ต่างๆในร่างกาย) -    เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค แหล่งที่พบ : -    หางนม หรือ Whey Protein (มีการวิจัยพบว่า การรับประทาน Whey Protein ในปริมาณที่เหมาะสม จะทำให้เพิ่มปริมาณกลูตาไธโอนในเซลล์ได้มากขึ้น) -    อาหารอื่นๆที่ร่างกายนำมาช่วยการสร้างกลูตาไธโอน เช่น ธัญพืช หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำ ผักโขม หอม บรอคโคลิ ขิง อะโวคาโด ไข่ นม โยเกิร์ต เนื้อสัตว์    8.แคลเซียม(Calcium)           ประโยชน์ :  - เป็นองค์ประกอบหลักของกระดูก และฟันในร่างกาย ป้องกันโรคกระดูกพรุน  - ช่วยแข็งตัวของเลือด  - ช่วยควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ - ช่วยทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ  อาการเมื่อขาด : -    โรคกระดูกพรุน  เป็นภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง ทำให้กระดูกเปราะบางและมีโอกาสหักได้ง่าย  -    โรคความดันโลหิตสูง  -    อาการก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดหัว อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า อยากอาหาร เป็นต้น  -    กล้ามเนื้อเกิดภาวะเกร็ง กระตุก และชัก หากเกิดการขาดแคลเซียมอย่างรุนแรง แหล่งที่พบ : นม ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่แดง ปลาตัวเล็กๆ ที่กินได้ทั้งตัว ปลาซาร์ดีน กุ้งฝอย กุ้งแห้ง ปู หอย ถั่วเหลือง เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ งาดำ ลูกเดือย ถั่ว น้ำส้ม ผักใบเขียว   

Latest Comment

Aperiam reiciendis et tempora similique laborum et provident. Architecto recusandae est tempora aut harum ullam. Non earum voluptatum ut placeat.

{{ item.title }}

{{ item.short_detail }}

Latest Comment

{{ comment.comment_text }}